ความเป็นมาของนิราศนรินทร์คำโคลง
posted on 30 Oct 2009 22:37 by sm-smileนิราศนริทร์คำโคลง แต่งขึ้นโดยนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) มหาดเล็กหุ้มแพร รับราชการวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๒ นายนรินทรธิเบศร์แต่งนิราศเรื่องนี้ขึ้นเมื่อคราวตามเสด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์เสด็จยกทัพหลวงไปปราบพม่าซึ่งยกลงมาที่เมืองถลางและชุมพร โดยเริ่มเรื่องด้วยร่ายสุภาพยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ แล้วกล่าวถึงความเจริญของบ้านเมือง จากนั้นจึงรำพันถึงการจากนางอันเป็นที่รักและพรรณนาสถานที่ที่ผ่านไป นิราศเรื่องนี้นับว่าเป็นนิราศที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากมีสำนวนโวหารไพเราะและมีคุณค่าในด้านวรรณศิลป์ จึงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของนิราศคำโคลง เหมาะสำหรับการนำไปเป็นแบบอย่างในการประพันธ์โคลงที่มีเนื้อหาเป็นการพรรณนาอารมณ์ ความรัก และธรรมชาติ ที่คงรูปแบบทางฉันทลักษณ์ของร้อยกรองไทยได้เป็นอย่างดี
หนังสือประเภทนิราศ สันนิษฐานว่ามีมาช้านานและปรากฏในหลายชาติภาษา ด้วยบุคคลที่เป็นกวีนั้น เมื่อต้องเดินทางย่อมคิดอ่านที่จะพรรณนาถึงความรู้สึกต่างๆ ที่ตนเองมี หากเป็นการเดินทางชนิดที่ต้องพลัดพรากด้วยแล้ว อารมณ์สะเทือนใจจะยิ่งสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้การเดินทางยังเป็นแหล่งข้อมูลอย่างดีที่กวีสามารถนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องได้อย่างเพลิดเพลิน หนังสือที่แต่งตามขนบของนิราศนั้นมีปรากฏมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เช่น แต่งสมัยพระเจ้าปราสาททอง, แต่งในเมฆทูตสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนอกจากนี้ยังมีโคลงทวาทศมาสเป็นต้น นิราศหลายเรื่องจะตั้งชื่อขึ้นด้วยด้วยคำว่า นิราศ ดังปรากฏให้เห็นอยู่แล้วในบทความอย่างไรก็ตามยังมีนิราศอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้ตั้งชื่อหรือเรียกชื่อว่านิราศเช่นรำพันพิลาป เป็นต้น
ลักษณะคำประพันธ์
แต่งขึ้นด้วยร่ายสุภาพจำนวนหนึ่งบทและโคลงสี่สุภาพ ๑๔๓ บท
การแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ
โคลงเป็นบทร้อยกรองที่มีผู้นิยมแต่งตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โคลงมีหลายชนิด คือโคลงสี่สุภาพ โคลงสาม โคลงสอง โคลงกระทู้ โคลงกลบท โคลงกลอักษร และโคลงดั้น แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงการแต่งโคลงสี่สุภาพเท่านั้นโคลงมีลักษณะบังคับ ๖ อย่าง ได้แก่ คณะ พยางค์ สัมผัส คำเอก คำโท คำเป็น คำตาย และคำสร้อย ก่อนแต่งโคลงสี่สุภาพนักเรียนควรรู้จักลักษณะต่างๆ ของโคลงสี่สุภาพดังนี้
๑. คณะ คือข้อกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบของคำประพันธ์ว่าต้องประกอบด้วยส่วนย่อยๆอย่างไรบ้าง เช่น บท บาท วรรค คำ ลักษณะบังคับนี้สำคัญมาก คำประพันธ์ทุกชนิดจะต้องมี คณะถ้าไม่มีก็ไม่เป็นคำประพันธ์ คณะจึงเป็นสิ่งที่กำหนดรูปแบบของการแต่งคำประพันธ์ให้เป็นระเบียบและเป็นหลักของการแต่งคำประพันธ์
๒. พยางค์ คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ ที่มีความหมาย คำประพันธ์แต่ละชนิดจึงกำหนดพยางค์ไว้แน่นอนว่าแต่ละวรรคมีกี่พยางค์
๓. สัมผัส คือลักษณะบังคับให้ใช้คำคล้องจองกัน สัมผัส เป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดในการแต่งคำประพันธ์ และคำประพันธ์แต่ละชนิดจะต้องมีการสัมผัส แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ สัมผัสนอก คือ สัมผัสบังคับไม่มีไม่ได้ เป็นสัมผัสระหว่างวรรคและสัมผัสระหว่างบท ใช้แต่สัมผัสสระอย่างเดียวเท่านั้น สัมผัสใน คือ สัมผัสของคำ ภายในวรรคเดียวกัน สัมผัสในนี้ไม่บังคับ มีก็ได้ไม่มีก็ได้แต่ถ้ามีแล้วจะทำให้คำประพันธ์นั้นๆ ไพเราะยิ่งขึ้น สัมผัสในมี ๒ ชนิด คือ
สัมผัสอักษรหรือสัมผัสพยัญชนะ คือ เสียงที่สัมผัสต้องเป็นเสียพยัญชนะตัวเดียวกัน แต่สระต่างกันก็ได้
เช่น กิน - เกิน, แดง - เด่น, เปลี่ยว - เปล่า, เหงา -หงิม เป็นต้น
สัมผัสสระ คือ เสียงสระที่สัมผัสต้องเป็นเสียงสระเดียวกัน หากมีตะวสะกดก็ต้องมีตัวสะกดเดียวกัน แต่พยัญชนะเป็นคนละตัว เช่น วอน - อ่อน, เหลียว - เปลี่ยว เป็นต้น
๔. คำเอก คำโท หมายถึงพยางค์ที่บังคับด้วย ไม้เอก ไม้โท ใช้กับคำประพันธ์ประเภทโคลงเท่านั้น โดยมีข้อกำหนดดังนี้ คำเอก ได้แก่พยางค์ที่มีไม้เอกบังคับทั้งหมด เช่น เก่า จุ้น ด้าน และพยางค์ที่เป็นคำตายทั้งหมด จะมีเสียงวรรณยุกต์ใดก็ได้ เช่น โชค รัก มาก ตราบ คำเอกโทษ คือคำที่ปกติใช้ไม้โท แต่เมื่อจำเป็นใช้คำที่มีไม้เอกแทนจึงเอามาแปลงใช้โดยเปลี่ยนเป็นวรรณยุกต์เป็นเอก เพื่อให้ได้เสียงเอกตามบังคับ เช่น เสี้ยม เปลี่ยนเป็น เซี่ยม สร้าง เปลี่ยนเป็น ซ่าง หรือใช้ เคี่ยวแทนเขี่ยว ใช้ ค่า แทน ข้า ใช้ พู่ แทน ผู้ เป็นต้นคำโท ได้แก่พยางค์ที่มีไม้โทบังคับทั้งหมด เช่น ป้า บ้าน ฝ้าย ป้อม ตั้ง คำโทโทษ คือคำที่ปกติใช้ไม้เอก แต่เมื่อจำเป็นก็ใช้คำที่มีไม้โทแทน จึงเอามาแปลงใช้โดยเปลี่ยนวรรณยุกต์เป็นโทเพื่อให้ได้เสียนงโทตามบังคับ เช่น เล่น เปลี่ยนเป็น เหล้น ช่วย เปลี่ยนเป็น ฉ้วย แหล้น แทน แล่น เป็นต้น
๕. คำเป็นคำตาย คำเป็น ได้แก่พยางค์ที่ผสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก.กา ขา ตา อา และคำที่ผสมด้วย สระ อำ ไอ ใอ เอา และสะกดด้วยมาตราแม่ กง กน กม เกย เกอว คำตาย เป็นพยางค์ที่ผสมด้วยสระเสียงสั้น ในมาตราแม่ ก.กา เช่น กิ จุ ปะ และสะกดด้วยมาตราตัวสะกดในมาตราแม่ กก กด กบ เช่น พบ ชก บริจาค คำตายนี้ใช้แทนคำเอกในโคลงได้
๖. คำสร้อย คือคำที่ใช้เติมคำลงท้ายวรรค ท้ายบาท หรือท้ายบท เพื่อความไพเราะหรือเพื่อให้ครบจำนวนคำตามลักษณะบังคับ บางแห่งใช้เป็นคำถาม หรือย้ำข้อความ คำสร้อยนี้ใช้เฉพาะโคลงและร่าย และมักจะเป็นคำเป็น เช่น แลนา พี่เอย ฤาพี่ นาพ่อ เป็นต้น
การบ้านสัปดาห์นี้ (๓-๗ พ.ย. ๕๒)
๑. แต่งโคลงสี่สุภาพคนละ ๔ บท ไม่จำกัดหัวข้อ
แต่งลงในกระดาษ A4 เขียนชื่อหัวข้อโคลงมาด้วยนะคะ เช่น "ลอยกระทงแอบหลงรัก" อะไรก็ว่ากันมา แต่เนื้อหากับชื่อหัวข้อโคลงต้องสัมพันธ์กันนะจ๊ะ ส่งภายในเดือนพฤศจิกายน แต่งเสร็จแล้วให้หัวหน้าห้องรวบรวมมาส่งครูที่ห้องพักครูนะคะ ส่งช้ากว่าที่กำหนดไว้หักคะแนนวันละ ๑ คะแนนค่ะ
*** ปล. ถ้าไม่แน่ใจ กลัวแต่งมาผิดให้นำมาปรึกษาครูก่อนได้ค่ะ
๒. คาบหน้า (๑๐-๑๔ พ.ย. ๕๒) เตรียมตัวถอดคำประพันธ์
จำที่อาจารย์เอกอุบลชี้แจงเรื่องงานได้ใช่มั้ยคะว่าให้ถอดคำประพันธ์ทุกบทในหนังสือเรียน และเลือกถอดคำประพันธ์จากเล่มเหลืองอีก ๕ บท รวมเป็น ๒๓ บท คาบหน้าครูจะสุ่มนักเรียนถอดคำประพันธ์ในหนังสือนะ ถ้าใครไม่เตรียมตัวมาระวังไว้นะจ๊ะ ^^
หากนักเรียนมีข้อสงสัยให้ถามในนี้ได้เลยนะคะ อย่าลืมเขียนชื่อจริงและห้องเรียนนะคะ เดี๋ยวครูไม่รู้ว่าใครเข้ามาบ้าง ... เนอะ ^^&
edit @ 2 Nov 2009 02:29:00 by ครูอาสา
edit @ 4 Nov 2009 23:02:24 by ครูอาสา